เพศศึกษาในเด็ก สอนหนูให้รู้จักรัก

เพศศึกษาในเด็ก สอนหนูให้รู้จักรัก

 

เพศศึกษาในเด็ก สอนหนูให้รู้จักรัก : ประสบการณ์จากหลายๆ เหตุการณ์ บอกให้เรารู้ว่าการให้ความรู้เกี่ยวกับเพศศึกษาอย่างถูกต้องนั้น น่าจะช่วยให้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดกับวัยรุ่นเบาบางลงได้ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร สากล เจรจา มีรายงานเกี่ยวกับความจำเป็น ที่จะต้องมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้เสมอ…

…มีนักวิจัยท่านหนึ่งเดินไปแถวสวนจตุจักร เห็นชายแก่คนหนึ่ง กำลังอาบน้ำให้หลานสาว เมื่อพิจารณาดูก็รู้ว่าชายแก่คนนี้ไม่ปกติ เขาไม่ได้อาบน้ำให้เด็ก แต่เอามือลูบอวัยวะเด็ก ตาก็ลอยจินตนาการไปที่ไหนสักแห่งหนึ่ง…

…มีเด็กคนหนึ่งชอบเปิดกางเกงเพื่อนผู้ชาย แล้วดูดอวัยวะของเพื่อน ครูเห็นก็ตกใจ สืบสาวราวเรื่อง พบสาเหตุเพราะว่าไปเจอวิดีโอเอ็กซ์ของพ่อใน

ห้อง หรือเด็กผู้ชายชวนน้องสาวมาดูวิดีโอทางเพศในห้องกันสองคน ขณะที่พ่อแม่ไม่อยู่ หลังจากนั้นก็ทดลองทำตามอย่างที่เห็น..

…เด็กชั้นมัธยมต้นทั้งชายหญิงกลุ่มหนึ่งเสพมั่วสุมยาบ้ากันอย่างเมามัน หลังจากนั้นก็มีเซ็กซ์กันเป็นคู่ๆ ในห้องเดียวกัน และภาพอีกด้านหนึ่ง นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งมั่วเซ็กซ์กันในบ้าน โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ เพราะต้องออกไปทำงานแต่เช้าและกลับเข้าบ้านในตอนมืด…

…ในหมู่ของเด็กนักเรียน นักศึกษาวัยรุ่นปัจจุบันจำนวนไม่น้อยมีค่านิยมไม่เหมาะสม เช่น กลุ่มที่มีรถยนต์ โทรศัพท์มือถือ จะแข่งขันกันไปจีบนักศึกษาหญิงโดยเฉพาะที่อยู่ต่างสถาบัน ด้วยจุดประสงค์ใหญ่ ‘ฟันทิ้ง’ หมายถึงการได้มีเพศสัมพันธ์กับหญิงนั้น แล้วไม่รับผิดชอบ…

เพศศึกษาในเด็ก สอนหนูให้รู้จักรักและอีกหลายเหตุการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความวิกฤติทางเพศของเด็กไทย ที่ผู้ใหญ่และสังคมจะต้องตระหนักและหันมาให้ความสนใจ ด้วยคำถามที่จะต้องช่วยกันเร่งแก้ไข ว่า เพราะอะไรที่ทำให้เด็กมีเพศสัมพันธ์กันเร็วขึ้น

เด็กมีเพศสัมพันธ์กันเร็วขึ้น

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า เด็กก็เปรียบเสมือนตะกร้า ซึ่งพ่อแม่จะค่อยบรรจงสานไม่ให้มีรูรั่ว การสานอันนี้ เวลาใส่อะไรจะเต็ม และเมื่อเต็มก็จะมีความเผื่อแผ่แก่คนอื่น คือ ล้นจนเผื่อแผ่คนอื่นได้ แต่ถ้าตะกร้ารั่วใส่น้ำก็ไม่เต็มจะเอาอะไรไปเผื่อแผ่คนอื่น มีแต่ความแห้งแล้ง เพราะฉะนั้นพ่อแม่มีความสำคัญในช่วงแรกของชีวิตเด็กอย่างมาก

ศ.น.พ.นิกร ดุสิตสิน หัวหน้าทีมโครงการวิจัยส่งเสริมสุขภาพทางเพศ ด้วยการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า เด็กมีการพัฒนาที่เร็วมากที่เราไม่รู้โดยมีการตั้งโปรแกรมชีวิตไว้ตั้งแต่อายุยังน้อย เด็กมีโปรแกรมแผนที่ความรัก การที่เด็กผู้หญิง ผู้ชาย เจอกันเข้า ปิ๊งกัน ไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ แต่เกิดจากทั้งสองมีแผนที่ตรงกัน ซึ่งปัจจุบัน 8 ขวบก็ปิ๊งกันแล้ว พ่อแม่น้อยคนที่จะเข้าใจเรื่องนี้ เด็กมีชีวิตจิตใจ อารมณ์ตั้งแต่อยู่ในท้อง และเมื่อเด็กอายุประมาณ 5-6 ขวบสมองของเด็กก็โตเกือบเต็มที่แล้ว

” หมอประเวศ วะสี บอกว่า เด็กตั้งโปรแกรมไว้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ แต่จิตแพทย์บางคน กล่าวว่า อาจจะเกิดเร็วกว่านั้น เช่น 2-3 ขวบแรก เป็นต้น อายุ 6-8 ขวบ เด็กอาจตั้งโปรแกรมแผนที่ความรัก และแผนที่เอกลักษณ์ทางเพศของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น พ่อแม่จึงเป็นคนสำคัญที่สุดที่ให้
ข้อมูลและประสบการณ์แก่เด็ก เพื่อนำไปจัดวางแผนชีวิตของเด็ก ความรัก ความอบอุ่น ความเอื้ออาทร ตลอดจนความไว้วางใจ ที่เด็กได้รับจากพ่อแม่ในช่วงนี้จะเป็นเหมือนภูมิคุ้มกันโรคอเนกประสงค์ ซึ่งป้องกันปัญหาทางสังคมต่างๆเช่น ความก้าวร้าว ยาเสพย์ติด ตลอดจนปัญหาทางเพศ”

หัวหน้าทีมวิจัยโครงการส่งเสริมสุขภาพทางเพศ บอกว่า เด็กโปรแกรมก็เหมือนคอมพิวเตอร์ ข้อมูลของเขาก็มาจากพ่อแม่ เลียนแบบพ่อแม่ พฤติกรรมบางอย่างปกติ แต่พ่อแม่ไม่รู้ ถ้าพ่อแม่เป็นครอบครัวที่มีความรัก เอื้ออาทร ก็พูดจาเพราะไปด้วย พ่อแม่บางคนก็ไม่เข้าใจถ้าลูกสาวเล่นบ้านเล็ก เล่นอวัยวะเพศ สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ไม่ใช่ความใคร่แบบผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่บางคนทำโทษเด็ก ฟ้องครู ครูก็คอยจ้องทำโทษ อันนี้เสียหายมากเลย นำไปสู่ปัญหาทางเพศตอนโตได้

” องค์การยูนิเซฟ บอกว่า บ้านเราเป็นประเทศหนึ่งที่เอาเปรียบทางเพศสูงสุด ในความสมัยใหม่พ่อแม่ต้องมีความสนใจเรื่องนี่พอสมควร กรณีชายแก่อาบน้ำให้หลาน แต่มือลูบอวัยวะเด็ก ตาก็ลอยจินตนาการ เรื่องนี้ถ้าไม่มีความตระหนัก ก็เฉยๆ ไม่คิดว่าเป็นการเอาเปรียบทางเพศ ”

คุณหมอนิกร กล่าวว่า ความรู้สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู มีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันอเนกประสงค์ รู้จักพฤติกรรมปกติของเด็ก รู้จักคำถามของเด็ก อย่าโกหกเพราะวันหลังเด็กจะจับได้ ถ้ามีอะไรเกี่ยวกับเพศ เด็กก็
จะหันไปหาคนอื่น เช่น เพื่อน ได้ข้อมูลไม่ถูกต้อง นำไปสู่ปัญหาได้ รู้จักสังเกตการเบี่ยงเบนทางเพศในเด็ก รู้จักอันตรายทางเพศ จากการล่วงเกิน การเอาเปรียบทางเพศจากสื่อ

การที่เด็กมีเพศสัมพันธ์กันเร็วขึ้น เนื่องจากสังคมปัจจุบันส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์อย่างมาก เป็นสังคมบริโภคมีการสร้างอุปสงค์ทางเพศขึ้น เช่น สื่อนานาชนิด โฆษณาสินค้า ยากระตุ้นเสริมสมรรถภาพทางเพศ และมีอุปทานรองรับอย่างมากมายหลากหลาย ทั้งราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นหญิงบริการทางเพศในรูปแบบต่างๆ โรงแรมราคาถูก หรืออาจหาซื้อได้แม้แต่เด็กผู้หญิงและเด็ก ยาเสพย์ติด ยานอนหลับ อาบอบนวด สถานบันเทิงอาร์ซีเอ

และเมื่อสังคมต้องการทางเพศมาก แน่นอนย่อมนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ มากมาย นอกจากนั้น ยังมีปัญหาการเสียเปรียบทางสิทธิต่างๆ ของสตรีและเด็ก ทำให้ขาดความรู้ ขาดโอกาส ขาดประสบการณ์ ยากจน ขาดมาตรการ หรือแก้ไขหรือปัญหาอย่างเป็นองค์รวม เหล่านี้นำไปสู่ปัญหาตามมา คือ การหย่าร้าง การแตกสลายของครอบครัว การสำส่อน ทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนถึงวัยอันควร การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ การทำแท้ง การติดต่อของโรคทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งเอดส์ การข่มขืน การล่วงเกิน การเอาเปรียบทางเพศต่อสตรีและเด็ก ปัญหายาเสพย์ติด ยากระตุ้นทางเพศ ยานอนหลับ และปัญหาโสเภณี

” ปัญหาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับทางเพศโดยตรง และโดยอ้อม อย่างยากระตุ้นทางเพศ อย่างยาไวอะกรา ปีหนึ่งบ้านเราใช้หลายร้อยล้านบาท ยาบ้าก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกินเป็นเม็ด แล้วฉี่เป็นสีม่วงแล้ว พ่นมากับแอร์ก็ฉี่เป็นสีม่วงเช่นกัน ยานอนหลับที่สหรัฐบางตัวไม่ให้ขายในท้องตลาด แต่บ้านเรามีขายอยู่ มียานอนหลับตัวหนึ่งชั่วร้ายมาก ทำให้เราไม่ได้สติเร็วมาก ”

ด้วยเหตุนี้เองจึงได้มีจัดโครงการวิจัยส่งเสริมสุขภาพทางเพศ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา ด้วยการให้ความรู้แก่ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย และทุกระดับ การให้คำปรึกษา การให้บริการการรักษา และการวิจัยที่มีผลต่อการแก้ไขป
ัญหา ซึ่งเหล่านี้ต้องเป็นโครงการระยะยาว จึงได้มีการเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาเพศศาสตร์ศึกษา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กิจกรรมขณะนี้ คือ เป็นชมรมเพศศาสตร์ศึกษา ศูนย์ให้การปรึกษาปัญหาทางเพศทางโทรศัพท์ และรายบุคคล เครือข่ายการให้การปรึกษาและการรักษา โครงการปริญญาโท ‘เพศศาสตร์มหาบัณฑิต’ เริ่มปีการศึกษา 2545 โครงการศูนย์ข้อมูล ‘เพศศาสตร์’ และโครงการผลักดันให้เกิดการยอมรับ เพศศึกษาในแผน 9 พ.ศ.2542-2549

” เหล่านี้เราอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงการยอมรับของสังคมเกี่ยวกับเพศศึกษามากขึ้น น่าจะทำได้ภายใน 5 ปี โครงการของเราเพื่อให้สะดวกในการทำงาน เราได้แบ่งประชากรเป็น 4 กลุ่ม คือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู, วัยแต่งงาน/มีครอบครัว, วัยทอง/วัยสูงอายุ และนักเรียน นักศึกษา ”

เพศศึกษาปัญหาแก้ไขเร่งด่วน

เรื่องของเพศเป็นกระบวนการที่เกี่ยวพันและต่อเนื่องกันมา ทั้งทางกายภาพ จิตใจ และพฤติกรรม เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และติดต่อเกี่ยวพันกันไปจนตลอดชีวิต เหตุการณ์ในช่วงหนึ่งของชีวิต อาจนำไปสู่ปัญหาในช่วงอื่นของชีวิตโดยอัตโนมัติ แต่ทว่าสังคมไทย ความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนความรับผิดชอบในเรื่องเพศของเยาวชนไทย หนุ่มสาววัยทำงาน พ่อแม่ผู้ปกครอง ชายหญิงทั่วไป รวมไปถึงผู้สูงอายุ ยังไม่เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ทั้งความเชื่อถือในข้อมูล แหล่งความรู้ ผู้ให้ความรู้ คำปรึกษาแนะนำ และผู้ดูแลรักษาผู้ประสบปัญหาทางเพศก็ยังขาดแคลนอยู่มาก

สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ปัญหาทางเพศมีมาก และทวีความรุนแรงขึ้น การที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องเพศ ทำให้ประสบปัญหาต่างๆ มากมาย ในการบริการให้ความรู้เรื่องเพศทางโทรศัพท์ ในโครงการครอบครัวสุขสม
ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งพบว่า มีจำนวนผู้โทรศัพท์เข้ามาใช้บริการถึงสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 3,000 ราย แสดงถึงความต้องการของประชาชนยังมีอยู่สูงมาก

ด้วยเหตุนี้จึงนับเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนสำหรับนักการศึกษา ผู้ให้การปรึกษา ผู้ดูแลปัญหาเกี่ยวกับเพศ ฯลฯ ที่จะให้ความรู้ แก้ไขความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศ รวมทั้งให้บริการแก่ผู้ที่ต้องการปรึกษา หรือบำบัดรักษาปัญหาต่างๆ ทางเพศ นอกจากนั้น ยังจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาวิจัย เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาและพฤติกรรมทางเพศที่มีอยู่ในสังคมไทย และเป็นเครื่องมือตรวจสอบ และวางแผนยุทธวิธีการแก้ไขปัญหา

ศ.น.พ.นิกร หัวหน้าทีมวิจัยโครงการส่งเสริมสุขภาพทางเพศ ให้ความเห็นว่า สาเหตุสำคัญที่เรื่องเพศศึกษา ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย มีหลายประการ คือ เพศศึกษาที่มีอยู่ไม่ครบวงจร คือ ศึกษาขณะที่อยู่แต่เพียงในโรงเรียนเท่านั้น ซึ่งถ้านักเรียนทุกคนได้รับความรู้นั้นจริง นักเรียนเหล่านั้นเป็นเพียงส่วนน้อยของสังคมเท่านั้น ความจริงยังมีเยาวชนวัยรุ่นอีกเป็นจำนวนมากที่อยู่นอกระบบโรงเรียน มีนิสิต นักศึกษา ทหารเกณฑ์ หนุ่มสาววัยทำงาน กรรมกรผู้ใช้แรงงานทั้งในโรงงานอุตสาหกรรม และวงการธุรกิจต่างๆ ซึ่งในชีวิตต้องพบกับการทิ้งภาระเรื่องเพศให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนและครูผู้สอนรับผิดชอบฝ่ายเดียวคงไม่พออย่างแน่นอน

” ผู้ใหญ่นอกโรงเรียน โดยเฉพาะพ่อแม่ ผู้ปกครอง ฯลฯ จะต้องมีความรู้ และทักษะเพียงพอที่จะสื่อสาร และปฏิบัติต่อสังคมด้วยกันด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพศได้ โดยเฉพาะกับผู้ที่อายุเยาว์วัยกว่าที่อยู่ใกล้ชิด
ผู้ใหญ่กับเด็กจะต้องเข้าใจและร่วมมือกันมากขึ้