"ในตอนนี้ฉันขอแค่คำอธิษฐาน
ฝากดาวดวงนั้น ช่วยทำให้เธอเข้าใจ
ว่ายังมีคนอีกคน ที่อยู่ไกลแสนไกล
อยากรู้เธอเป็นอย่างไร อยากจะรู้ว่าเมื่อไหร่จะได้พบเธอ"
เพลงที่หลายคนฟังแล้วคุ้นหู มาวันนี้เพลง ๆ นี้ทำให้ผมนึงถึงคน ๆ นึ่งที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต ผู้หญิงคนนี่งที่ทำให้ช่วงเวลาสั้น ๆ ช่วงหนึ่งในชีวิตผมเป็นช่วงเวลาที่มีความหมาย แต่มาวันนี้ไม่รู้ว่าเค้าอยู่ที่ไหน สบายดีหรือเปล่า แล้วเค้าจะคิดถึงกันอยู่บ้างมั้ย
ภายในลื้นชักใบหนึ่งที่อัดแน่นไปด้วยความทรงจำอันของผม มีรูปถ่ายคู่ของผมกับเธออยู่ใบหนึ่ง เมื่อหยิบรูปนั้นขึ้นมาดู ความทรงจำเก่า ๆ ก็พรั่งพรูออกมา
เคยมั้ยครับที่เจอใครคนนึงที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนแต่กลับรู้สึกเหมือนรู้จักกันมาเป็นสิบปี สำหรับผมก็เธอคนนี้แหละครับ ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว วันแรกที่ผมเจอเธอ ตอนนี้อาจจะเป็นการพบกันครั้งแรกที่อาจจะไม่ค่อยประทับใจเธอสักเท่าไร่มั้งเพราะผมไปแซงคิวตอนลงทะเบียนเรียน แต่ตอนนั้นเราก็ได้คุย ได้ทำความรู้จักกัน บังเอิญจริง ๆ เราอยู่นคณะเดียวกัน เพียงแต่คนละ Major กัน ตอนที่เริ่มเรียนเทอมแรกด้วยกันเราเจอกันคุยกันค่อนข้างบ่อย เคยมีเพื่อนผมถามผมว่ารู้จักเค้ามานานยัง ผมบอกว่าไม่กี่อาทิตย์ เพื่อนผมบอกว่าไม่เชื่อ เหมือนสนิทกันอย่างกะคบกันมาเป็นปี ๆ
หลังจากนั้นต่างคนก็เริ่มสนิทกับเพื่อน ๆ ใน Major เราก็เริ่มได้คุยกันน้อยลง แต่เมื่อไหร่ที่เจอกันก็ยังคุยกันอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส
จนกระทั้งวันหนึ่ง ที่คณะผมจัด trip รับน้อง ซึ่ง trip นี้ทุก ๆ คนต้องมีคู่ date เพื่อน ๆ ใน Major ว่าใครจะเป็นคู่ date ใครก็ตกลงว่าผมได้คู่ date 1 คนใน Major ผมเองเพราะคนที่เป็นคู่ Date เค้าตอนแรกจะไม่ไป เมื่อกลับไปอาบน้ำเสร็จแล้วผมก็มาเป็นคนแรก ๆ ของ Major เนื้องจากบ้านผมอยู่ใกล้ คนแรกที่เจอก็คือเธอคนนั้น เธอบอกผมว่าเธอยังไม่มีคู่ Date ผมก็นิ่ง เพราะพวกพี่ ๆ เค้าขู่กันว่า ใครเป็นคู่ Date กันจะไม่ได้เป็นแฟนกัน ถ้าเป็นแฟนกันก็จะเลิกกัน ไอ้เราก็กลัวดิ เธอพูดว่าธอยังไม่มีคู่ Date อยู่ประมาณ 3 - 4 ครั้งได้มั้งแล้วเธอก็เลิกพูด ด้วยเหตุนี้ผมและเธอจึงขึ้นรถคนละคันกันเพราะ เพื่อน ๆ ใน Major ของผมกับเธอขึ้นรถกันคนละคันกัน ตอนนั้น คำอธิษฐาน ของผมคือ "ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้เป็นแฟน เป็นคนรักของเธอ ก็ขอให้ได้เป็นคู่ Date กับเธอก็พอ"
และแล้วเมื่อไปถึงจุดหมาย เมื่อรุ่นพี่ถามว่าใครยังไม่มีคู่ Date ให้ก้าวออกมาข้างหน้า สองเท้าของผมมันก็พาผมวื่งไปหาเธอแล้วก็บอกเธอว่าผมจะเป็นคู่ Date ให้เธอเอง คู่ Date ผมเลยไปคู่กับเพื่อนใน Major อีกคน (รู้สึกผิดเหมือนกันแหละ แต่ว่าก็ดีกว่าผิดต่อความรู้สึกตัวเอง) ตลอดวันนั้นผมได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่รุ่นพี่จัดให้กับเธอ ได้เดินจูงมือเธอ (เป็นคนแรกและคนเดียวที่ผมเคยเดินจูงมือด้วย 555) ช่วงนี้เป็นเวลาที่มีค่ามากที่สำหรับผมช่วงเวลาหนึ่งในชึวิต ตอนกลางคืนรุ่นพี่แบ่งเราเป็นกลุ่ม ๆ ให้เต้นเหมือนเธอจะเหนือย ๆ เธอเลยเอาหน้ามาพิงที่หลังผม แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แค่ 5 - 10 นาทีแต่มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมึความสุขมากที่สุด อย่างน้อยในความรู้สึกผมก็คือหลังผมได้เป็นที่ให้คน ๆ หนึ่งได้พักพิงในเวลา... (ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เธอคิดยังไง 555) หลังจากนั้นก็เข้าสู่พิธีบายศรี รุ่นพี่ก็ผูกข้อมือให้รุ่นน้อง ก่อนเข้านอนคำพูดสุดท้ายที่ผมได้ยินจากปากเธอก็คือ ล่าก่อนนะคู่ Date ผมไม่เต้าใจความหมายของเธอหรอก 555 แต่ช่างมันเถอะ อย่างน้อยในวันนี้เราก็ได้เป็นคู่ Date เค้าแล้ว แม้จะแค่เวลาสั้น ๆ ก็เถอะ
ความรู้สึกหนึ่งที่คงจะเรียกว่ารักมั้งมันก็เริ่มก็ตัวขึ้นในใจ แต่เมื่อได้รู้ได้รู้จักเธอมากขี้น ความที่ผมรู้สึกว่าฐานะเราต่างกันมาก เธอเป็นคนน่ารัก (ในสายตาผมนะ) ส่วนผมก็เป็นแค่คนน่าตาธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แม่เธอขับรถเบ็นซ์มาส่ง ส่วนผมนีางรถเมล์มาเรียน เธอเป็นหลีดคณะ ส่วนเราแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง มันเลยทำให้ผมกลัว แล้วกลับเป็นผมที่เริ่มพูดคุยกับเธอน้อยลง เพราะกลัวว่าจะรักเธอ ประกอบกับต่างคนเริ่มสนิทกับเพื่อนใน Major เราก็ได้เจอกันน้อยลง แต่เวลาที่เจอกันเราก็ยังพูดคุยกันแต่ไม่มากเหมือนเมื่อก่อน ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าอแต่เวลาที่ผมพยายามพูดคุยกับเธอให้น้อยลง แววตาที่เธอมองมาที่ผมช่างดูเศร้าสร้อยจัง แต่สำหรับผมนะ น้ำตามันตกใน 555
หลังจากนั้นผมเองก็พยายามจะลืมเธอ ผมพยายามจะไปชอบคนอื่นเพื่อให้ลืมเธอ หลายคนอาจมองว่าผมทำอย่างงี้ไม่ถูก ผมก็ยอมรับนะ ในตอนนั้นนะ ผมอยากให้เธอเจอคนที่ดี ไม่อยากให้มาลำบากกับผม (ต้องบอกว่าตอนนั้นฐานะทางบ้านผมแค่พอมีพอกิน ออกจะต้องกระเบียดกระเสียนด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นพ่อผมเรียนปริญญาวิศวะภาดพิเศษเพิ่มซึ่งก็ต้องใช้เงินมากพอสมควรทีเดียว) แต่ก็ไม่สำเร็จ มันเหมือนมีเงา ๆ นึงอยู่ในใจ ไอ้ครั้นจะกลับไปบอกเธอว่าเราชอบเธอก็รู้สึกผิด ด้วยเหตุนี้เราทั้งคู่ก็ต่างจบการศึกษาไปโดยที่ทั้งผมและเธอไม่มีโอกาสได้รู้ว่าเราทั้งคู่คิดยังไงกัน
แต่มาในวันนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ทั้ง ๆ ทีก็อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด แต่เมื่อได้ฟังเพลงนี้แล้วกับคิดถึงเธอจับใจ
ในวันนี้ถึงแม้ว่าจะพร้อมและกล้าที่จะบอกความในใจกับเธอ แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน เธอมีใครข้างกายแล้วหรือยัง หลายคนพูดเคยพูดว่า "ความรักมันเจ็บปวด ถ้าคุณต้องไปบอกเลิกกับใครสักคน แต่มันจะเจ็บยิ่งกว่า ถ้ามีคนมาบอกเลิกกับคุณ แต่มันจะเจ็บที่สุด หากคนที่คุณรัก ไม่เคยได้รู้เลยว่า คุณรักเค้า" ตอนนี้รู้ซึ้งแล้วหละครับ ว่ามันไม่ผิดเลย
แปลกนะครับทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดมาเกือบ 6 ปีแล้วแต่เหตุการณ์ทุก ๆ อย่างยังจำได้ติดตาเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะผมไม่อยากให้ใครต้องมาเจ็บแบบเดียวกับผม ถ้าผมย้อนเวลาได้ผมคงจะย้อนเวลากลับไปบอกความในใจกับเธอคนนั้น แต่คนเราไม่สามารถย้อนเวลาได้ ดังนั้น หากคุณยังมีโอกาสที่จะบอกคนที่คุณรักว่าคุณรักเค้า บอกไปเถอะครับ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่าให้ความกลัวมาทำให้คุณไม่กล้าบอกรัก แล้วรอจนกระทั้งคุณกล้าที่จะบอก แต่ ณ. เวลานั้นคุณอาจจะไม่มีโอกาสได้บอกเค้าอีกเลยก็ได้
คำอธิฐานครั้งของผมในตอนนี้คงได้แค่เพียง ขอให้เค้าได้เจอคนดี ๆ ผ่านเข้ามาในชีวิด ขอให้เค้ามีความสุข แค่อยากให้เค้ารับรู้ว่ามีคน ๆ หนึ่งที่อยู่ไกลแสนไกล อยากรู้เธอเป็นอย่างไร อยากจะรู้ว่าเมื่อไหร่จะได้พบเธอ
มันก็แปลกนะคนเรามักจะรู้ค่าของสิ่งสิ่งหนึ่งก็เมื่อเสียมันไป จริง ๆ ก็ยังแอบลึก ๆ ว่าถ้าเธอยังไม่มีใคร ก็อยากจะบอกความจริงในใจให้เธอได้รู้ แต่มันก็คงเป็นได้แค่คำอธิฐานจากผู้ชายขี้กลัวคนหนึ้ง ซึ่งอาจจะไม่มีวันเป็นจริงได้เลย
ถึงมันจะไม่มีทางเป็นจริงก็อยากให้เธอรู้ไว้ เธอจะอยู่ในความทรงจำของฉันตลอดไป มาถึงตอนนี้ทำใมน้ำใส ๆ ถึงได้ไหลออกมาจาก 2 ตา
ป.ล. ขออภัยด้วยหากเขียนได้ไม่ค่อยดี ปกติไม่ค่อยชอยเขียนเท่าไหร่ นี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขียนบทความยาว ๆ ขนาดนี้ให้คนอื่นอ่าน 555
|